นักเล่าเรื่องจากบ้านนอก .. (พ.ศ. ๒๕๑๔)

มีเรืองที่จะเล่าให้ฟังครับ วันนี้ เป็นเรื่องการวัดแสงสำหรับการถ่ายภาพ  เป็นทักษะที่สำคัญที่่จะต้องใช้
ไปตลอดของการถ่ายภาพครับ  ถือว่ามาเล่าประสบการณ์เท่านั้นครัับ ไม่ได้มาสอนหรือแนะนำำอะไร
เพราะผมเป็นเพียงนักเล่าเรื่อง เท่านั้น

การวัดแสงสำหรับการถ่ายภาพ มีหลายวิธีมากมาย ขึ้นอยู่กับ สิ่งที่ต้องการถ่ายภาพ ความเข้มของแสงในขณะนั้น
โหมดสำหรับการวัดแสง และอื่นๆ ในภาคสนามแล้ว จากประสบการณ์ ครับ

1 การถ่ายภาพทั่วๆไป เช่น ถ่ายภาพวิว ภาพต้นไม้ ภาพดอกไม้กลางแจ้ง ภาพคนเดินตามท้องถนน ภาพถ่ายบุคคลทั่วไปตามสถานที่ท่องเที่ยวในวันที่อากาศแจ่มใส

การวัดแสงจากระบบโอโตเมติก จากกล้อง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นยี่ห้ออะไร ที่มีระบบที่ซับซ้อน เช่น ระบบเมตริกซ์
ภาพส่วนใหญ่จะไม่ผิดพลาด ความแม่นยำมีสูงถึง 95% นั่น คือ ถ่ายภาพประเภทนี้ 100 ภาพ ทุกภาพเกือบใช้ได้หมด

2 สถานการณ์ที่กล้องสามารถโดนหลอกได้ เช่น ในเฟรมที่ต้องการถ่ายภาพมีวัตถุที่สว่างจ้าเกินไป ดังเช่น การถ่ายภาพหิมะ
หรือ ในกรณีถ่ายภาพวัตถุที่มีสีดำในภาพเกือบเต็มเฟรม เช่น ถ่ายแมวดำ กาดำ การวัดแสงด้วยระบบออโตเมติก มักจะผิดพลาด
โดยเมื่อถ่ายภาพหิมะ จะได้ภาพที่ไม่เป็นสีขาว แต่เป็นสีดำ หรือ ถ่ายภาพแมวดำ แต่ได้ภาพแมวดำๆ ปนเทา หรือออกดำๆ แต่สว่าง
กรณีนี้บางครั้งการวัดระบบออโตก็สามารถถ่ายได้ภาพที่ถูกต้อง เพราะการวัดแสงขึ้นกับปัจจัยหลายๆ อย่าง ไม่ใช่ว่า ตามทฤษฎีบอกไว้
ถ่ายแล้วจะไม่ได้ผลหากใช้ออโต ผมถ่ายภาพหิมะกลางแจ้งโดยวัดแสงเฉพาะจุดกับวัดแสงด้วยเมตริกซ์ ภาพทั้งสองภาพไม่แตกต่างกัน
เนื่องจากในภาพประกอบด้วยส่วนที่เป็นสีเทา สีเข้ม และ สีขาว กระจายอยู่ทั่วเฟรม แต่ถ้าถ่ายหิมะเปล่าๆ เช่น พื้นดินที่มีหิมะเต็มไปหมด
การวัดแสงออโตผิดพลาดได้ง่าย โดยหิมะจะเป็นสีเทาอย่างแน่นอน ในขณะที่มองตาเปล่าหิมะเป็นสีขาว

ผมถ่ายภาพนกสีดำ โดยวัดแสงแบบออโต กูรูท่านอื่นๆ ที่ไม่เคยลองก็จะบอกว่า ภาพจะสว่างเกินไป
แน่นอน แต่เชื่อไหม ผมวัดแสงทั้งแบบออโตและเฉพาะจุด ภาพทั้งสองภาพไม่ต่างกันเลย ทีนี้เกิดคำถามว่า แล้วทำไมไม่ใช้ออโตไปเลย


คำตอบก็คือ คุณจะไว้ใจระบบออโตไปได้ตลอดไหม

ภาพบางภาพคุณมีโอกาสจะถ่ายภาพมันซ้ำอีกหนได้ยากมาก
หรือ คุณจะต้องการคอนโทรลทุกอย่างให้ลงตัวในสถานการณ์ที่จำเป็นๆ เชนถ่ายภาพเพื่อให้เก็บโทนความสว่างได้ละเอียด
ถ่ายภาพย้อนแสง ถ่ายภาพสิ่งที่มีคอนทราสต์จัดๆ มีทั้งแสงจ้าและส่วนที่มืดในเฟรมเดียวกัน เช่น ถ่ายภาพอาคารที่มีทั้งแสงจากภายนอก
แสงจากภายใน และมีส่วนที่เป็นมุมมืด


คุณจะไว้ใจให้ระบบออโต เป็นคนจัดการเรื่องแสงให้หรือเปล่า ???



ระบบการวัดแสงในกล้องโดยทั่วไปจะเป็น 1) ระบบซับซ้อน เช่น เมตริกซ์ (ชื่อต่างกันตามยี่ห้อ แต่หลักการคล้ายๆ กัน)
2) ระบบวัดแสงเฉลี่ยกลาง และ 3) ระบบวัดแสงเฉพาะจุด


เกิดคำถามต่อไปว่า จะใช้ระบบไหนดี ???

และหากต้องการวัดแสงตามระบบนั้นๆ จะหาอะไรเป็นตัว referencee ว่า การวัดแสงนั้นไม่พลาด
หรือมีการเลือกการวัดที่ตำแหน่งใด ???



ในเมื่อกล้องจะมองหาวัตถุที่สะท้อนแสงแบบ 18% gray หรือ 12% ตามข้อมูลใหม่

(ปล. 12 หรือ 18 อาจจะเป็นเรื่องถกเถียงกันมากมาย
สำหรับคนชอบพูดเรื่องนี้ แต่ในทางปฎิบัติ มีใครหาซื้อ 12% gray ได้ไหม และ 18% gray มีไว้เพื่อเป็นแนวทาง  ไม่ใช่ทุกอย่างขึ้นกับ 18% เท่านั้น ถ้าไม่ใช่ 18% แต่เป็น 14% มันเป็นเรื่องใหญ่โตไหม หากการถ่ายภาพ
ยังคงขึ้นกับผู้ถ่ายภาพ และเป็นผู้ไกด์ให้กล้อง- ขออภัยที่ขยายความเยอะไปหน่อยครับ เรื่องนี้เถียงไม่รู้จบ
ยิ่งคนอ่านของตา Tom Hogan มา เอาเป็นว่ามันใช้ได้ครับ ไม่ขอถกเถียงในประเด็นนี้ครับ หากต้องการถกเถียง เว็บบอร์ดทั้งไทยและเทศ มีให้ห้ำหั่นกันครับ)

ไว้จะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์เล่าเรื่องต่อ ตอนต่อไปครับ


ข้อสำคัญ : ไม่ต้องเชื่อผม !!! ให้ทดลองถ่ายภาพเองครับ ข้อมูลนี้เป็นแค่ความเห็น ที่ได้มาจาการอ่าน ศึกษาและทดลองทำ
แต่ไม่ใช่วิธีที่ผมเสนอให้ทำครับ การถ่ายภาพด้วยตัวเองหลายๆ ภาพ ตั้งค่าแบบต่างๆ วัดแสงแบบต่างๆ ทำเป็นสิบๆ ครั้งที่วัตถุหรือ
สิ่งที่จะถ่ายอย่าเดียวกัน โดยไม่เปลี่ยนมุม จะทำให้เกิดการเรียนรู้ครับ องค์ประกอบของวัตถุในภาพก็มีส่วนทำให้การวัด
แสงที่ได้แตกต่างกัน  และตัวผู้ถ่ายภาพเองจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดครับ 

ดังนั้นผมเพียงแค่เล่าให้ฟัง ไม่ได้แนะนำ ไม่ได้บอกให้เชื่อ แต่บอกให้ทดลอง และมีความสุขกับการเรียนรู้
และความรู้สึกส่วนตัวของผมเอง ข้อมูล exif หรือการวัดแสงอะไรก็ตามแต่ที่ผมเห็นในหลายๆ เว็บ ที่ผู้ถ่ายภาพบอกอย่างชาญฉลาด
แต่ภาพกลับตกแต่งด้วยโปรแกรมโฟโตชอบจนเป็นภาพแฟนตาซี แบบที่คุณไม่สามารถเห็นภาพแบบนั้นในธรรมชาติได้เลยนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่าเชื่อถือสำหรับผมแต่ประการใด ทุกวันนี้อย่างที่ผมบอก แค่ดึงเลเวล ทุกอย่างก็จบ (เค้าอาจจะัวัดแสงมาผิดๆ แต่ดึงเลเวลให้สวย ก็ได้แล้วครับ ยิ่งพวกทำเลเยอร์ซ้อนๆ กัน แต่มาบอกข้อมูล F เท่านี้ speed เท่านี้  ไม่มีประโยชน์ ไม่่ก่อให้เิิกิดการเรียนรู้์)

คนเรามีปรัชญาที่แตกต่างกันครับ สำหรับเรืองความพอใจ  และการใช้ชีวิต  สำหรับการถ่ายภาพแล้ว  ส่วนหนึ่งของความสุขของผม คือ การเพิ่มทักษะเพื่อให้ ถ่าย shot เดียว ให้ได้ correct exposure และผมไม่ต้องการจะเป็นนักแต่งภาพแต่ประการใด ยังคงมีความสุขกับการถ่ายภาพ และใช้ทักษะของการถ่ายภาพไปวันๆ และเรียนรู้อยู่ทุกๆวัน  เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา 

หมายเหตุ ผมรอช่างภาพคนนึง เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนนี้เริ่มกล่อมๆได้แล้ว เหลือแต่เรื่องข้อมูล คิดว่าเค้าจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ดีที่สุด  ไม่ใช่ใครอื่น ครับ  น้าเล็ก
http://jungleman1.multiply.com/
ไม่ใช่แค่เค้าเป็นช่างภาพ (ไม่ใช่นักแต่งภาพ) เท่านั้น แต่เค้าเป็นคนที่มีผลงานมากมาย ในนิตยสารชั้นนำต่างๆ  โดยส่วนตัวแล้ว เค้าเป็นคนที่มีความคิดและทัศนคติที่ดีไม่น้อย
และผมเชื่อว่าจากประสบการณ์แบกกล้องท่องทั่วไทยนานนับสิบๆ ปี ;เค้าน่าจะนำสิ่งเหล่านั้นมาถ่ายทอด
และแ่บ่งปันกัน เพื่อสร้างทักษะและทัศนคติเกี่ยวกับการถ่ายภาพแบบช่างภาพ   .. ว่าไง ครับ น้าเล็ก
ถ้าน้าอ่านมาถึงนี้แล้ว ไม่ตอบ ผมบอกน้าตรงๆ เหมือนเดิมนะ .. ผมไม่ยอมนะครับ

35 CommentsChronological   Reverse   Threaded
nokitori wrote on Jan 23
มาฟังเรื่องเล่าค่ะจารย์ เรื่องวัดแสงนี่ชอบมากค่ะ
namtan555 wrote on Jan 23
เข้ามาฟังด้วยคนค่ะ

^^nt
namtan555 wrote on Jan 23
"สำหรับการถ่ายภาพแล้ว ส่วนหนึ่งของความสุขของผม คือ การเพิ่มทักษะเพื่อให้ ถ่าย shot เดียว ให้ได้ correct exposure และผมไม่ต้องการจะเป็นนักแต่งภาพแต่ประการใด ยังคงมีความสุขกับการถ่ายภาพ และใช้ทักษะของการถ่ายภาพไปวันๆ และเรียนรู้อยู่ทุกๆวัน เป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดา "

อื้อ....หือ

^^nt
bessar wrote on Jan 23
ขอบคุณมากค่ะ
awphoto wrote on Jan 23
อืมม ได้รับความรู้เพิ่มขึ้น
notbirth wrote on Jan 23
ชอบข้อสำคัญมากครับ อิอิ
pui2eliz wrote on Jan 23
แวะมาเรียนรู้เทคนิคค่ะ ดีมากๆๆ เลย
มีอะไรดี ๆๆ อย่างนี้ พี่วีอย่าลืมแบ่งปันกันบ่อย ๆ นะค่ะ ^___^
sirimart wrote on Jan 23
ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ
somjit wrote on Jan 23
ไว้จะแวะมาอ่านอีกรอบค่ะ

เรื่องวัดแสงกับหิมะราก็ยังลองผิดลองถูกมาอยู่เรื่อยๆ
ปวดหัวที่การสะท้อนแสงของหิมะอ่ะ สภาพแสงและทิศทางของแสง
ยิ่งหนาวๆแล้วไม่อยากวัดอะไรทั้งนั้นเลย :)
veerasak wrote on Jan 23
somjit said
ไว้จะแวะมาอ่านอีกรอบค่ะ

เรื่องวัดแสงกับหิมะราก็ยังลองผิดลองถูกมาอยู่เรื่อยๆ
ปวดหัวที่การสะท้อนแสงของหิมะอ่ะ สภาพแสงและทิศทางของแสง
ยิ่งหนาวๆแล้วไม่อยากวัดอะไรทั้งนั้นเลย :)
คุณปูครับ
ตอนนี้ชีวิตผมง่ายขึ้นเยอะ ซื้อ gray card มาอันเดียว
วัน overcast day วัดแสงครั้งเดียว ถ่ายภาพได้ครึ่งวัน
แสงไม่มีเพี้ยนเลยครับ

ส่วนวันที่แสงปกติ ก็วัดทีถ่ายที ตามทิศทางแสงครับ
ไม่ต้องเดา ไม่ต้องหา middle tone เพราะส่วนใหญ่ภาพที่ถ่ายหิมะ หา middle tone ไม่ได้อยู่แล้ว
ไม่ต้องใช้สูตรสำเร็จพวก +1, +1.5
เพราะไม่มีอะไรแน่นอนตามสูตรนั้นครับ
แผ่นละ 5 เหรียญ สโปเคน น่าจะมีนะ ถ้าแวะมาหาน้องรวงข้าว
เอาบิลมาเบิกได้

amidta wrote on Jan 23
ขอบคุณนะค่ะสำหรับความรู้ที่มีให้ค่ะ..
muikowlat wrote on Jan 23
ขอบคุณค่ะพี่วี มุ้ยกำลังศึกษาเรื่องวัดแสงอยู่พอดีเลยอ่า
0devilmaycry0 wrote on Jan 23
ขอบคุณครับพี่ เอาไปใช้ดีกว่า ^^
superying wrote on Jan 23
ลงชื่อไว้ก่อนเด๋วมาอ่านอีกทีตอนว่าง ๆ ค่ะ ^^
katzed wrote on Jan 23
ดีจังเลยค่ะที่พี่วีเอามาเขียน เรื่องวัดแสงนี่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับน้องเลยล่ะค่ะ
ไม่เข้าใจ ทุกวันนี้ก็ยังวัดไม่เป็น
มี link อะไรดีๆ แนะนำมั้ยคะพี่วี ประมาณว่าเอาตั้งแต่ basic เลยน่ะค่ะ
จะได้วัดแสงเป็นกะเค้าซะที ทุกวันนี้ก็ auto ตลอด ไม่รู้ล่ะว่ากล้องวัดจุดไหนให้บ้าง ถ้าโชคดีภาพก็ออกมาดี โชคไม่ดีถ่ายเป็นสิบครั้ง ส่วนที่อยากให้สว่างก็ออกมามืดเหมือนเดิม (-_-!)
veerasak wrote on Jan 23
katzed said
ดีจังเลยค่ะที่พี่วีเอามาเขียน เรื่องวัดแสงนี่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับน้องเลยล่ะค่ะ
ไม่เข้าใจ ทุกวันนี้ก็ยังวัดไม่เป็น
มี link อะไรดีๆ แนะนำมั้ยคะพี่วี ประมาณว่าเอาตั้งแต่ basic เลยน่ะค่ะ
จะได้วัดแสงเป็นกะเค้าซะที ทุกวันนี้ก็ auto ตลอด ไม่รู้ล่ะว่ากล้องวัดจุดไหนให้บ้าง ถ้าโชคดีภาพก็ออกมาดี โชคไม่ดีถ่ายเป็นสิบครั้ง ส่วนที่อยากให้สว่างก็ออกมามืดเหมือนเดิม (-_-!)
กำลังรวบรวมครับ เพราะเขียนตอนต่อๆ ไป จะอ้าง reference ไปที่แหล่งข้อมูลต่างๆนั้นครับ

อย่างที่ผมเห็นและชอบอัลบัมที่คุณหมอไปถ่า่ยคนวิดบ่อปลา แล้วภาพออกมาแนวซิลลูเอต บางส่วน (partial)
เป็นเพราะระบบออโต จัดการให้ครับ จะเห็นว่าภาพไม่เหมือนตาเห็น แต่ได้ภาพที่อันเดอร์ไปทั้งหมด
เป็นเพราะอยู่ในกรณีที่ 2 ครับ กล้องโดนหลอก ในกรณีนี้เราต้องไกด์เค้าครับ เพื่อให้ได้ภาพใกล้เคียงกับตาเห็น
แต่ถ้าตั้งใจให้ภาพออกมาแนว ซิลลูเอต ก็ไม่ต้องปรับอะไรเลย หรือปรับเพียงเล็กน้อย
katzed wrote on Jan 23
มีตอนต่ออีกใช่มั้ยคะพี่วี ดีใจจังเลยค่ะ
จะรออ่านนะคะ :)
matongnoi wrote on Jan 24
แวะมาอ่านค่ะ ขอบคุณคุณวีค่ะ
ช่วงนี้คิดไม่ทันธรรมชาติซะที
สุดท้ายก็พึ่งออโต้ตลอดเลยค่ะ
superying wrote on Jan 24
หมายความว่าก่อนถ่ายให้วัดแสงกะกระดาษ grey card ก่อนเหรอค่ะ แล้วค่อยถ่าย ???
yuttana59 wrote on Jan 24
ขอบคุณครับ
medosa wrote on Jan 24
ขอบคุณค่ะ
veerasak wrote on Jan 24
หมายความว่าก่อนถ่ายให้วัดแสงกะกระดาษ grey card ก่อนเหรอค่ะ แล้วค่อยถ่าย ???
ใช่ครับ เพราะโดยปกติกล้องจะมองหาวัตถุสีกลาง (middle tone) หรือ มองอะไรเป็น middle tone เช่น มองหิมะสีขาว เป็นสีเทา (middle tone) แล้วก็ process ภาพออกมา ภาพเลยเป็นหิมะสีเทาๆ
ทำนองเดียวกัน กล้องมองกระเป๋ากล้องสีดำสนิท เป็นสีเทา (มองเป็น middle tone) พอถ่ายภาพออกมาก็เป็นสีดำไม่สนิท เหมือนที่ตาเห็น

ไม่ใช่ความผิดอะไรของกล้อง ในเมื่อ middle tone หาได้ทั่วไปในการถ่ายภาพทั่วๆ ไป อย่างกรณีที่ 1
ดังนั้นระบบซับซ้อนอย่าง matrix หรือ evaluation metering มักจะไม่พลาด แต่ถ้ามากรณีที่ 2 ในเฟรมภาพ ไม่มี middle tone ซึ่งถ้าเราไม่ไกด์เค้า หรือ ชดเชย หรือ ปรับลด แสง ให้เค้า เค้าก็จะเข้าใจไม่ถูกต้อง
และ process ภาพออกมา ตามที่เค้าคิด

คราวนี้มาที่ gray card เพราะในเฟรม ไม่มี middle tone ดังนั้น gray card จะทำหน้าที่นี้
และหลักการก็คือ ถ้าระบุ middle tone ได้ถูกต้อง ทุกอย่างจะลงตัวเอง สีขาว หรือ เงา สีดำ มันจะเป็นไปตามปกติของมันโดยอัตโนมัติ ครับ (reference จากหนังสือ : Perfect Exposure: Jim Zuckerman's Secrets to Great Photographs by Jim Zuckerman) อย่างที่ผมใช้ เนื่องจากตอนกลางวันแดดจะจ้ามาก การดูภาพจากจอ LCD ทำได้ยาก เนื่องจากสายตาจะพร่าๆ เพราะแสงสะท้อนจากหิมะทำให้ตาปรับไม่ทัน ดังนั้นผมจึงวัดแสงจาก gray card ก่อน แล้วถ้าแสงไม่เปลี่ยนแปลงมาก เช่น ดวงอาทิตย์ไม่สูงขึ้น หรือ แสงจ้าขึ้น ค่าที่วัดยังคงใช้ถ่ายภาพอื่นๆ ได้สักพัก โดยไม่ต้องไปวัดแสงอะไรอีกเลย
phatthar wrote on Jan 24
เป็นประโยชน์มากเลยค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปันนะคะ :)
superying wrote on Jan 24
ใช่ครับ เพราะโดยปกติกล้องจะมองหาวัตถุสีกลาง (middle tone) หรือ มองอะไรเป็น middle tone เช่น มองหิมะสีขาว เป็นสีเทา (middle tone) แล้วก็ process ภาพออกมา ภาพเลยเป็นหิมะสีเทาๆ
ทำนองเดียวกัน กล้องมองกระเป๋ากล้องสีดำสนิท เป็นสีเทา (มองเป็น middle tone) พอถ่ายภาพออกมาก็เป็นสีดำไม่สนิท เหมือนที่ตาเห็น

ไม่ใช่ความผิดอะไรของกล้อง ในเมื่อ middle tone หาได้ทั่วไปในการถ่ายภาพทั่วๆ ไป อย่างกรณีที่ 1
ดังนั้นระบบซับซ้อนอย่าง matrix หรือ evaluation metering มักจะไม่พลาด แต่ถ้ามากรณีที่ 2 ในเฟรมภาพ ไม่มี middle tone ซึ่งถ้าเราไม่ไกด์เค้า หรือ ชดเชย หรือ ปรับลด แสง ให้เค้า เค้าก็จะเข้าใจไม่ถูกต้อง
และ process ภาพออกมา ตามที่เค้าคิด

คราวนี้มาที่ gray card เพราะในเฟรม ไม่มี middle tone ดังนั้น gray card จะทำหน้าที่นี้
และหลักการก็คือ ถ้าระบุ middle tone ได้ถูกต้อง ทุกอย่างจะลงตัวเอง สีขาว หรือ เงา สีดำ มันจะเป็นไปตามปกติของมันโดยอัตโนมัติ ครับ (reference จากหนังสือ : Perfect Exposure: Jim Zuckerman's Secrets to Great Photographs by Jim Zuckerman) อย่างที่ผมใช้ เนื่องจากตอนกลางวันแดดจะจ้ามาก การดูภาพจากจอ LCD ทำได้ยาก เนื่องจากสายตาจะพร่าๆ เพราะแสงสะท้อนจากหิมะทำให้ตาปรับไม่ทัน ดังนั้นผมจึงวัดแสงจาก gray card ก่อน แล้วถ้าแสงไม่เปลี่ยนแปลงมาก เช่น ดวงอาทิตย์ไม่สูงขึ้น หรือ แสงจ้าขึ้น ค่าที่วัดยังคงใช้ถ่ายภาพอื่นๆ ได้สักพัก โดยไม่ต้องไปวัดแสงอะไรอีกเลย
อ่อออ ค่ะ หญิงพอจะรู้ว่าก้อดูที่ค่าสีเทาบ้าง แต่ไม่รู้ว่าเค้ามีขายเจ้า grey card น่าซื้อไว้นะค่ะเนี่ย

ขอบคุณพี่วีมาก ๆ ค่ะ ^^
teleton135 wrote on Jan 24
เป็นประโยชน์ครับพี่วี อย่างนี้ ต้อง เซฟ อิอิ
diwadi wrote on Jan 24
ขอบคุณมากๆเลยค่ะ กำลังศึกษา กำลังหัด และทดลอง

จริงอย่างที่ว่าค่ะ " ตัวผู้ถ่ายภาพเองจะเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดครับ "
เริ่มจะพอเข้าใจบ้างเล็กๆแล้วค่ะ
somjit wrote on Jan 25
คุณปูครับ
ตอนนี้ชีวิตผมง่ายขึ้นเยอะ ซื้อ gray card มาอันเดียว
วัน overcast day วัดแสงครั้งเดียว ถ่ายภาพได้ครึ่งวัน
แสงไม่มีเพี้ยนเลยครับ

ส่วนวันที่แสงปกติ ก็วัดทีถ่ายที ตามทิศทางแสงครับ
ไม่ต้องเดา ไม่ต้องหา middle tone เพราะส่วนใหญ่ภาพที่ถ่ายหิมะ หา middle tone ไม่ได้อยู่แล้ว
ไม่ต้องใช้สูตรสำเร็จพวก +1, +1.5
เพราะไม่มีอะไรแน่นอนตามสูตรนั้นครับ
แผ่นละ 5 เหรียญ สโปเคน น่าจะมีนะ ถ้าแวะมาหาน้องรวงข้าว
เอาบิลมาเบิกได้

เอาบิลค่าน้ำมันไปแลกดีกว่าม้างงง อิอิ

ไว้จะหาเจ้า gray card มาใช้บ้างแล้วล่ะ
jipata03 wrote on Jan 25
เห็นซับเจค แล้วให้นึกถึงแสง แล้ววัดแสงให้ได้
เยี่ยมครับ หัวใจของภาพ คือแสง
tasan wrote on Jan 26

วัดบ่อยก็จะชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆครับ

ผมยังไม่ชำนาญพอที่จะบอกได้ว่า เอา f เท่าไหร่ speed เท่าไหร่ ถึงจะได้ภาพที่ต้องการ


อยากทำได้แบบนั้นบ้าง แต่คงอีกนานครับ
iammacman wrote on Jan 26
มาหาความรู้ครับ
jungleman1 wrote on Jan 28
ว่ากันถึงเรื่องวัดแสง นั้น ถือว่าเป็นหัวใจต่อการถ่ายภาพของช่างภาพทีเดียวครับ เนื่องจากว่ามันคือพื้นฐานอันสำคัญย่ิงนักและจะส่งผลต่อการนำอารมณ์ภาพออกมาในอนาคต เมื่อเราแม่นในด้านการมองแสง และเลือกทางแสง ซึ่งเมื่อนั้นก็จะมองต่อไปยังคอมโพสสิชั่น และอุปกรณ์ต่อไป ขอบอกไว้ก่อนว่าอุปกรณ์ทีดีนะสำคัญมาก แต่ไม่ควรนำมาตัดสินในการถ่ายภาพเพื่อความบันเทิง ผมคงต้องออกตัวไว้ก่อนว่า ที่ผมใช้อุปกรณ์ดีๆ ก็เนื่องว่าอาชีพที่ทำนั้นบังคับ (ที่พูดเพราะว่าเห็นบ่อยที่เอาอุปกรณ์ออกมาแข่งกันมากกว่าความงดงามที่แท้ของภาพถ่าย) แต่สำหรับเพื่อนๆ ที่ถ่ายให้เกิดความบันเทิงในหัวใจ ให้เน้นไปทางอารมณ์ของภาพจะดีกว่า ซึ่งนั่นคือหัวใจหลักในการทำงาน
ความสำคัญย่ิงของการวัดแสง ผมอยากให้มองไปที่การใช้ฟิล์ม เพราะทุกครั้งที่กดชัตเตอร์ เราต้องคิดถึงส่ิงต่างๆ มากมาย แต่ดิจิตัล บางคราวเรากดกันอย่างไม่คิด แล้วใช้การตกแต่งภาพมาเป็นหลัก ผมอยากให้คำนึงถึง การถ่ายภาพให้สวยในเฟรม เป็นหลักมาก่อนการแต่งภาพ ที่สามารถทำกันอีกเพียงนิดหน่อย ก็ดูดี ไม่น่ามีปัญหา แต่ประเภท ที่พีวี ว่าไว้คือ ตกแต่งกันจนไม่เหลือส่ิงที่ธรรมชาติหรือภาพถ่ายได้แสดงได้ ก็แรงเกินไป

สรุปว่าเราต้องมาเรียนรู้เรื่องของการวัดแสงกันอย่างจริงจังเสียทีครับ

ส่วนเรื่องเขียนหนังสือผมก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือปล่าวครับ เพราะความรู้แค่หางอึ่งครับพี่วี ยังไงก็ขอขอบคุณพี่มากครับ

ด้วยความนับถือ
เล็ก
myakira wrote on Feb 3
เรื่องนี้บันเทิงกว่า safety in process design ที่ไปเรียนเมื่ออาทิตย์ก่อนตั้งเยอะแน่ะน้าวี
familynoot wrote on Mar 19
มาเข้าห้องเรียนค่ะคุณวี ห้องนี้คงต้องแวะมาบ่อยๆค่ะ
daalaamita wrote on Apr 1
ขอบคุณค่ะน้าวี เดี๋ยวเก็บ เข้า คลัง ค่ะ
anggate wrote on Jul 4
มาเก็บข้อมูลคะ .. ขอบคุณสำหรับการแบ่งปันดีๆ ของพี่วี
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help