สืบเนื่องจากข้อความต่างๆ นี้
... wrote ..
ปกติไม่กล้าเอาอะไรเข้าไปยุ่งกับไอ้หลุมดำ black hole ตรงหน้ากล้องเลย กลัวมันจะพัง
กลัวเป่าแล้ว เป่าไม่เป็นจะเอาฝุ่นเข้าไปมากกว่าเดิม 555
ถึงตอนนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าตะแกรงหน้าตัว sensor คือตรงไหนน่ะคะ
ดูในคู่มือ เห็นมีวิธียกกระจกขึ้นอะไรซักอย่าง คิดว่าน่าจะเป็นจุดที่พี่วีพูดถึง ตอนนั้นอ่านแล้วไม่เข้าใจ เดี๋ยววันนี้จะกลับไปดูอีกรอบค่ะ
เข้าไปตามบอร์ดต่างๆ เห็นมีแนะนำวิธีถ่ายรูปสวยมากมาย แต่ไม่เห็นวิธีดูแลรักษากล้อง จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปหาอ่านที่ไหนเลยค่ะ
เป่าฝุ่น และเช็ดเลนส์ แบบมั่วๆ
ก็ขอบคุณพี่วีที่แวะมาแนะนำนะคะ
ถ้าใครมีกระทู้หรือ เวบ ดูแล ทำความสะอาดกล้องแนะนำ ก็จะขอบคุณมากเลยค่ะ
ปล. กำลังคิดว่า ฝุ่นที่เห็นในวันนั้น อาจไม่จำเป็นต้องส่งกล้องเข้าศูนย์ก็ได้... มั้ง
reply
...... wrote on Feb 10
อะอ้าว มาอ่านทีแรกนึกว่ากล้องเสียใจแป้วหมด อย่างงี้ไม่น่ามีปัญหา
เราก็ว่าของเราว่างๆไปเชียงใหม่จะเอาไปให้ที่ศูนย์ทำความสะอาดให้ซะหน่อย
เราว่าของอย่างงี้อย่าส่งร้านทั่วไปเลยเดี๋ยวโดนฟันหัวแบะ เหมือนร้านที่แพร่ที่ตอนนี้ขึ้นเป็นกระทู้แนะนำในบอร์ด pantip/camera ซะแล้ว
อายจริงๆ ดันมาเกิดที่บ้านเราซะได้
หลายๆ คนพบว่า มีจุดดำๆ ติดอยู่ในภาพที่ถ่าย เกือบๆ ทุกภาพและตำแหน่งเดิม
หลายคนก็จำเป็นต้องส่งไปยังร้้านหรือศูนย์ เพื่อกำจัดจุดดำๆ เหล่านี้

ภาพที่ 1 ตัวอย่างภาพจุดดำๆ 2 จุด ที่ปรากฎบนภาพเนื่องจากการมีฝุ่นไปติดที่หน้าฟิลเตอร์ของตัวเซ็นเซอร์
ถ้าเงินที่ต้องจ่ายไป ไม่หนักหนาอะไร
ก็ไม่มีอะไรน่าที่จะตกใจ
ถ้ารู้สึกว่าเวลาถอดเลนส์ออกแล้วมองเห็นกระจกและบางส่วนของกล้อง
ที่อยู่ด้านในแล้วคิดว่าเป็นหลุมดำ ที่ไม่น่าไปยุ่ง
การส่งร้านก็ไม่เป็นปัญหาอะไร
ทุึกวันนี้กล้องส่วนมากก็เน้นการขายอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เน้นถึง การดูแลรักษา
และการแก้ปัญหาเบื้องต้น !!!
แต่ถ้าบิลมันขึ้นเป็น 500 เป็น 1000 มันก็น่าตกใจ
กับการส่งกล้องไปยังร้าน เพีียงเพื่อกำจัด ฝุ่นเล็กๆ ที่หน้าตะแกรง sensor ออก
โดยที่การกำจัดมัน เพียงแค่ ใช้ลมเป่า ที่มีราคาไม่ถึง 1 บาท เป่ามันออก
ดังนั้นสิ่งที่ต้องมีติดกระเป๋ากล้องเสมอ คือ
ลูกยางเป่าลม !!! (หา .....)
และฝุ่นโดยทั่วไป หากไม่ใช่ฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมที่เหนียว เช่่น ละอองเกสรดอกไม้ หรือ ฝุ่นที่หลุดออกยากๆ
เนื่องจากการยึดติดตามหลักของประจุไฟฟ้า สามารถกำจัดได้ด้วยวิธีนี้
ทีนี่มาดูว่ามีวิธีการอะไรบ้างในการกำจัดสิ่งแปลกปลอมนี้
โดยทั่วไป จะมีสองวิธี คือ แบบแห้ง และ แบบเปียก
ให้อ่านศึกษาโดยละเอียดจากลิงค์นี้ ครับ
http://www.cleaningdigitalcameras.com/methods.html
เป็นเว็บที่ดีที่สุดที่ผมค้นเจอ และให้ข้อมูลที่ bias น้อยที่สุด
ข้อดีและข้อเสียของวิธีการต่างๆ นั้นระบุไว้อย่างชัดเจน ครับ
จากประสบการณ์ที่ผมได้ใช้หลายวิธีดังภาพข้างล่างนี้

ภาพที่ 2 เป็นภาพอุปกรณ์ทำความสะอาดกล้องและเลนส์ที่ผมได้ใช้ ซึ่งได้แก่ ลูกยาง GIOTTO 2 อัน, D-SLR brush (แปรงประจุไฟฟ้าสถิตย์เพื่อดึงดูดฝุ่น), แปรง GIOTTO ปัดฝุ่นหน้าเลนส์, Sensor SWAB (ดีที่สุดและแพงที่สุด-อ่านรายละเอียดข้างล่าง จะพบว่าโรงซ่อมบำรุงของกล้องยี่ห้อดังๆ ใช้ตัวนี้), Dust patrol (เช็ดทำความสะอาดตัว chamber ของกล้อง), MC formular สำหรับทำความสะอาดฟิลเตอร์
แต่ที่ผมแนะนำมีเพียงตัวเดียวครับ คือ ลูกยางเป่าลม
ทีนี้มาดูรายละเอียดเล็กน้อยๆ แต่ละตัว
Sensor Swab™ and Eclipse™
ตัวนี้เป็นตัวที่บริษัทกล้องใช้ภายในโรงซ่อม ดังค่ายต่อไปนี้
Fuji - Photographic Solutions Sensor Swabs™ and Eclipse™
Kodak - Photographic Solutions Sensor Swabs™ and Eclipse™
Leica - Photographic Solutions Sensor Swabs™ and Eclipse™
Nikon - A commercial grade lens tissue wrapped around a chopstick style piece of wood with medical grade methanol. Several forums have posts where readers have been to Nikon Service outside the USA and reported seeing the technicians using Sensors Swabs and Eclipse.
ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด
Sensor Cleaning Brush
การใ้ช้แปรงปัด นั่นหมายความว่า เป็นการสัมผัสที่หน้าตัวฟิลเตอร์ที่อยู่บนตัวเซ็นเซอร์ที่มีความบอบบางและซับซ้อนหลายๆ ครั้ง
Blowing
การเป่าเป็นวิธีการที่ปลอดภัยที่สุดและไม่เกิดการสัมผัสกับหน้าตัวเซนเซอร์แต่อย่างใด
พบว่าสถานการณ์โดยส่วนใหญ่ มากกว่า 98% ผมใช้ลูกยางในการเป่า
ฝุ่นต่างๆ ก็จะหลุดออกหายไป
มีเพียง 2% เท่านั้นที่ใช้ แปรงปัด และไม่กี่ครั้งที่ใช้ Sensor swab
วิธีการเป่าด้วยลูกยางสามารถดูได้จากคลิปวีดีโอนี้
http://www.youtube.com/watch?v=-axEBXW-g_8&feature=related
แม้ว่าผมจะทำแตกต่างจากนายคนนี้เล็กน้อย แต่หลักการ คือ ล็อคกระจกก่อน แล้วก็คว่ำหน้ากล้องลง จากนั้นก็เป่าลม แต่จังหวะที่ผมเป่าจะนุ่มนวลกว่านี้ โดยบีบให้ลมเข้าไปในลูกยางจนเต็มแล้วเป่าด้วยจังหวะการบีบนิ้วต่อเนื่อง จะได้ลมที่ต่อเนื่องและไม่แรงเกินไป (ไม่ใช่ ฟุ้ด ฟุ้ด แต่เป็น ฟู้ด ฟู้ด)
การส่งกล้องไปร้าน
คุณคิดว่าเค้าใช้วิธีไหน การเป่าลม หรือ sensor swab
ราคา sensor swab ที่ผมจ่ายไปครบชุดก็เกือบๆ สองพันบาท
แม้ว่าจะใช้ได้หลายครั้งก็ตาม เป็นผมคงเจ็บใจ ส่งกล้องไป รอสองอาทิตย์ กล้องกับมาใช้ได้ แต่บิลค่าใช้จ่ายเป็นพัน เพียงแค่เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร เท่านั้น การเป่าฝุ่น ไม่กีทีแล้วต้องทำให้เสียเงินขนาดนั้น น่าเจ็บใจครับ
ในเมื่อการดูแลรักษาและเป่าฝุ่นเป็นเรื่องปกติที่เราต้องทำอยู่แล้ว ถ้าเราทำแล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ถึงควรจะส่งไปร้าน
การเป่าลม ไม่มีค่าใช้จ่ายอะไร ซื้อลูกยางมาครั้งเดียวก็เป่าได้ตลอด
และบ้านเรา ประเทศไทย ไม่เหมือนต่่างประเทศที่ฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมจะมาจากเกสรดอกไ้ม้
ที่มีความเหนียว ดังนั้นผมเชื่อว่า 99.99% ถ้าเป่าฝุ่นออกแล้ว ก็จบกัน
ที่เหลือคือใช้น้ำยาเช็ดตัวกล้อง ซึ่งราคาไม่กี่บาท
D50 ผมใช้มาเกือบแสนช๊อต เปลี่ยนเลนส์บ่อยมาก เป่าลมเป็นบางครั้ง ไม่พบปัญหาอะไร
ข้อเขีีียนนี้อาจจะดูเชยมากๆ หรือไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับคนที่รู้อยู่แล้ว
แต่ผมเชื่อว่าหลายๆ คนที่่ยังไม่รู้จะได้ประโยชน์จากเรื่องนี้
ครับ โดยสรุป ซื้อลูกยางเป่าลมมาติดกระเป๋ากล้อง ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่เกิดฝุ่นก็ไม่ต้องเป่า ถ้าไม่เปลี่ยนเลนส์เลย ก็ไม่ต้องทำอะไร ถ้าจะเปลี่ยนเลนส์ก็พยายามป้องกันฝุ่นเข้าไปในกล้องโดยคว่ำกล้องลงแล้วถอดเปลี่ยนเลนส์
เป่าฝุ่นที่หน้าเลนส์และส่วนเลนส์ใกล้กับบริเวณที่เชือมต่อกับกล้อง
ี